Monday, February 13, 2012

แผลในปาก


ที่มา credit:Youtube-Song Auttawetchakul channel.


ยังจำความรู้สึกเวลาเกิดแผลในปาก หรือที่เรียกว่าแผลร้อนในกันได้ใช่มั้ยคะ จะอ้าปากพูด หรือรับประทานอาหารแต่ละครั้งช่างเจ็บปวดนัก แล้วถ้าอาการที่ว่านี้ไปเกิดกับลูกน้อย เจ้าตัวเล็กจะเจ็บขนาดไหน อย่างนี้ต้องรีบป้องกันและแก้ไขค่ะ

แผลในปากเกิดจากอะไร
แผลในปากหรือที่เรามักจะเรียกกันว่าร้อนใน ชื่อในทางการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า แผลในปาก ค่ะ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Cold Sore ทางแพทย์ อาจเรียกอีกว่า Canker sores พบได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก แผลร้อนในตามรากศัพท์เดิม จะตามแพทย์แผนไทยแผนจีน มักจะใช้เรียกแผลที่เกิดในปากโดยที่มันผุดขึ้นมาเอง ถ้ารู้สาเหตุก็เรียกเป็นแผลในปากที่เกิดจากสาเหตุนั้นๆ


แผลร้อนในแบบแพทย์ตะวันตก Aphthae จะเป็นการเรียกกลุ่มโรคที่เกิดแผลในปากที่ไม่ทราบสาเหตุ เกิดแผลขึ้นมาในปากเป็นเวลา ๗-๑๔ วันแล้วค่อยๆหายไป อาจจะเกิดซ้ำได้ในเวลา ๑-๒ เดือน มักพบว่ามีประวัติคนในครอบครัวที่มีอาการเดียวกันส่วนแผลในปากแบบอื่นๆ หากพบสาเหตุ เค้าก็จะจับจัดกลุ่มเสีย ไม่เรียกว่าแผลร้อนใน(ก็รู้สาเหตุแล้วนี่นา)แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอย่างไร จะเรียกว่าแผลในปาก จะเรียกว่าร้อนใน ก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าถ้าเป็นแผลร้อนในธรรมดานั้นไม่มีปัญหา เพราะรักษาหรือไม่รักษาก็หายได้ทั้งนั้น ปัญหาอยู่ที่ว่า แล้วถ้ามันไม่ได้เป็นแค่แผลร้อนในล่ะ! 
ทางการแพทย์แบ่งการเกิดแผลในปากเกิดจากอะไรได้บ้าง
๑. แผลร้อนใน : แผลที่เกิดขึ้นมาเอง ลักษณะจำเพาะที่เจอบ่อยคือ เกิดขึ้นเอง มักเกิดขึ้นในช่วงอายุ ๑๐-๓๐ ปี มีคนในครอบครัวเคยเป็น อาจจะมีอาการไข้ต่ำๆเจ็บคอได้บ้าง แต่ไม่ควรมี
อาการอื่นๆนอกเหนือจากนั้นมากนัก



๒. แผลจากการบดขยี้เสียดสี : ที่พบได้บ่อยคือการเกิดแผลตามหลังการกัดไปถูกปาก หรือการถูกกระทบกระแทกจากภายนอก ... อีกอย่างที่ต้องคำนึงถึงไว้คือการเคี้ยวกลืนอาหารแข็งแห้ง เช่นขนมกรุบกรอบ ที่ทำให้เกิดแผลเล็กที่ไม่รู้สึกในตอนแรกได้ง่าย



๓. แผลจากโรคติดเชื้อ : ที่พบบ่อยๆก็คือเรื่องเชื้อไวรัสโดยเฉพาะพวกเริม แต่ก็มีโรคอีกหลายตัวที่ทำให้เกิดแผลในปากได้ เช่นซิฟิลิส มือเท้าปาก เชื้อรา ฯลฯ ซึ่งโรคเหล่านี้ต้องอาศัยประวัติอาการ และอาการที่เกิดร่วมกันในการประเมิน


๔. แผลจากโรคกลุ่มภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ : เช่นSLE(โรคแพ้ภูมิตนเอง,โรคพุ่มพวง) Reiter''s , Behcet''s

๕. แผลมะเร็ง : ตรงตัว

๖. แผลจากการแพ้หรือระคายเคือง : การแพ้สารบางตัวก่อให้เกิดการอักเสบของผิวปากได้ และการระคายเคืองจากสารต่างๆก็ทำได้เช่นกัน โดยทำให้เนื้อเยื่อเกิดความอ่อนแอลงและเกิดแผลได้ง่าย

๗. แผลจากยา : ยาบางชนิดเช่นยาแก้ปวดกลุ่มNSAIDsและยาลดความดันกลุ่มเบต้าบล๊อคเกอร์ทำให้เกิดแผลได้โดยที่ไม่เกี่ยวกับการแพ้


มีแผลร้อนในแล้วทำอย่างไรดี

อย่างที่บอกสาเหตุไว้หลายอย่าง ปัญหาที่เจอก็คือเวลาเป็นแผลในปากขึ้นมาแล้ว ไม่มีใครรู้หรอกครับว่าตนเองเป็นแผลจากเหตุใด เพราะแผลมันก็คือแผล แต่กระนั้นก็เกิดปัญหาตามมาจนได้

บางคนเป็นแผลแค่วันสองวัน กลัวจะเป็นโน่นเป็นนี่ แสวงหาการรักษาโดยวิธีต่างๆจนแทนที่จะหายกลับกลายเป็นเป็นหนักและนานเสีย ยิ่งกว่าเดิมบางคนเป็นแผลสองปีสามปี ยังนิ่งนอนใจ ไม่เกรงกลัวมะเร็งเลยผมจึงขอเสนอขั้นตอนง่ายๆเพื่อใช้ในการประเมินแผลในปากของคุณและการแสวงหาการรักษาด้วยตนเอง



- ถ้ามีไข้ตัวร้อน ปวดตามข้อ ผมร่วง รู้สึกไม่สบาย อย่างชัดเจนหรือไม่ ถ้ามีก็ไปพบแพทย์ได้เลยเพราะว่าเจ้าแผลในปากอาจจะเป็นแค่อาการร่วมของโรคก็ ได้

- ดูว่ามีการกินอาหารที่กรอบแข็งหรือไม่ แปรงที่ใช้แข็งเกินไปหรือไม่ ถ้ามีก็ให้เปลี่ยนเป็นอาหารอ่อนและแปรงขนอ่อน เพราะอาหารและเครื่องใช้ที่ไม่เหมาะสม นอกจากจะทำให้เกิดแผลยังสามารถทำให้แผลหายช้าได้ด้วย (ดังนั้นควรหยุดกินขนมกรุบกรอบหรือของทอดกรอบๆในระหว่างมีแผล)

- อาหารรสจัด อาหารรสจัดโดยเฉพาะพวกที่เผ็ดๆสามารถทำให้กระพุ้งแก้มหรือริมฝีปากบวมเล็กน้อยเสี่ยงต่อการไปกัดเข้า ... นอกจากนี้การกินอาหารรสจัดๆก็ทำให้แผลหายช้า

- ใช้น้ำยาบ้วนปากเช่นพวกคลอเฮกซิดีน หรือน้ำอุ่นผสมเกลือ(ผสมเล็กน้อย) อาจจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นบ้าง

- ยาป้าย จำพวกสเตียรอยด์(ที่รูจักกันดีเช่นคีนาล๊อค)ก็สามารถใช้ได้หากมีแผลในปากโดย ที่ไม่ได้มีอาการอื่นใดเวลาใช้ก็อุดโป๊ะลงไปในรูแผลเลย เพราะนอกจากให้ยาสัมผัสแผลเต็มที่ ยาใหม่ๆก็มักผสมยาชาไปด้วยทำให้เจ็บลดลง

- ยาชา ...แผลร้อนในมันทรมานตรงความเจ็บปวดและกินอาหารไม่สะดวก แม้ว่าจะไม่มียาพวกนี้ขายแพร่หลายทั่วไปในลักษณะยาทาแผลร้อนใน แต่ก็สามารถทดแทนได้ด้วยการหายาชาที่ใช้แก้ปวดฟันที่ขายตามร้านขายยาทั่วไปมาใช้ได้ ครับ

- ถ้ารักษาไปสัก1สัปดาห์ยังไม่ดีขึ้น หรือระหว่างนั้นเกิดอาการผิดสังเกต แผลใหญ่โตขึ้นเร็ว แผลเพิ่มจำนวนมากขึ้น มีไข้ตัวร้อนเจ็บปากเจ็บคอ ก็ไปพบแพทย์ได้เลย

-ใครก็ตามที่มีญาติผู้ใหญ่ที่มีแผลในปากมานานหลายสัปดาห์ โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคี้ยวหมาก ควรพาไปพบแพทย์

- เรื่องสารSLSที่ผสมในยาสีฟันที่บางคนกังวลว่าอาจจะเป็นสาเหตุของร้อนใน ปัจจุบันการทดลองยังไม่ได้ผลที่แน่ชัดครับ ดังนั้นถ้าไม่สบายใจจะเปลี่ยนหรืองดการใช้ยาสีฟันระหว่างรักษาแผลก็ได้

ประเด็นที่ควรบอกแพทย์
หากทำการรักษาด้วยตนเองแล้วไม่หายในช่วง ๑-๒ สัปดาห์ ก็น่าจะลองไปพบแพทย์ ... แต่ถ้าไปเฉยๆโดยไม่ได้เตรียมตัว แพทย์อาจจะแนะนำให้กลับไปป้ายยาดูอาการที่บ้านเฉยๆ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเที่ยวก็ควรเตรียมตัวเรื่องการบอกเล่าประวัติต่างๆดังนี้

- อาการร่วม เช่นปวดข้อมาก ผมร่วง มีผื่นตามผิวหนัง ท้องเสีย ซึ่งอาจจะทำให้นึกถึงโรคกลุ่มภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติหรือแพ้ภูมิตนเอง

- เกิดตำแหน่งเดิมหรือไม่ เพราะอาจจะทำให้นึกถึงโรคเริม

- เจ็บแผลหรือไม่ เพราะแผลในปากนั้นควรจะเจ็บ ส่วนแผลที่ไม่เจ็บมักจะต้องระวังโรคที่อันตรายไว้เช่นมะเร็งหรือSLE

- เป็นมานานเพียงใด ให้นับช่วงเวลาตั้งแต่แผลนั้นเริ่มมีขึ้นมาแล้วยังไม่หาย... ไม่นับรวมแผลที่ขึ้นมาแล้วหายไปแล้วมาขึ้นใหม่อีก ทั้งนี้ระมัดระวังการบอกเวลาเกินจริง

- รักษาอะไรมาแล้วบ้าง เพราะถ้าแพทย์รู้ว่าเราระวังรักษาดูแลอย่างถูกต้องมาแล้วระยะนึงไม่หายหรือใช้ยาใดไปแล้วไม่หาย ก็จะได้ประมาณกำหนดวิธีการรักษาได้

จะเห็นได้ว่าแผลร้อนในเล็กๆที่ดูไม่ค่อยมีความสำคัญอะไรก็มีแง่มุมที่น่ารู้หลายอย่าง หวังว่าทุกคนคงนำไปใช้ได้นะครับ

โดยในเด็กนั้นพบได้ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน และถ้าเป็นในเด็กเล็กมากๆ อาจจะเป็นเชื้อราในปาก โดยแผลในปากที่พบบ่อยๆ มี ๔ ประเภท คือ



๑. แผลเดี่ยว (Apthous Ulcer) ซึ่งเป็นแผลที่พบได้บ่อยที่สุด ลักษณะเป็นแผลเดี่ยว ขอบชัด ดูก้นแผลมีสีขาวๆ เจ็บมาก แต่บางคนอาจเป็นมากกว่า ๑  แผล แผลร้อนในประเภทนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนว่าเกิดจากอะไร อาจเป็นการติดเชื้อไวรัสชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือมาจากหลายสาเหตุปนกันระหว่างที่ระบบภูมิต้านทานของร่างกายอ่อนแอลง เช่น ไม่สบาย เป็นหวัด (สำหรับผู้ใหญ่อาจเกิดจากอดนอนหรือเกิดจากความเครียด) แผลชนิดนี้มักจะจู่โจมและเกิดในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอค่ะ

หากลูกเป็นแผลในปากแบบแผลเดี่ยว ถ้าดูแล้วจะเห็นเป็นแผลเล็กๆ แค่แผลเดียว หรืออาจ ๒ แผล แต่ลูกยังเป็นปกติแข็งแรงดี ไม่มีอาการอื่นๆ ก็อาจจะไม่ต้องไปทำอะไร ปล่อยให้หายเองได้ค่ะ ไม่มีอันตรายใดๆ

แต่หากลูกเริ่มเจ็บมากอาจซื้อยาป้ายแผลในปาก ประเภทของยาสเตียรอยด์ที่จะมีขาย เช่น Kenalog in Orabase มาทาก็ได้ค่ะ แต่ต้องระวังไม่ควรใช้มากเกินไป ควรป้ายทาเพียงเท่าหัวไม่ขีดไฟ อาจใส่ยาที่ปลายไม้พันสำลีแล้วป้ายไปให้ตรงตำแหน่งของแผลภายใน ๒-๓ วัน อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปค่ะ หากไม่ดีขึ้นใน ๑-๒ วัน ควรไปพบแพทย์เพื่อดูว่าเป็นโรคอื่นหรือไม่

๒. แผลจากเชื้อเริม พบบ่อยในคนทั่วๆ ไปโดยเชื้ออาจอยู่ในน้ำลายหรืออยู่บนแผลค่ะ หากผู้ใหญ่เป็นแผลจากเชื้อเริม มักเกิดที่บริเวณขอบริมฝีปาก แต่ถ้าเป็นในเด็ก อาจจะเป็นตุ่มใสๆ หรือตุ่มแตกเป็นแผลเหมือนกับแผลร้อนใน บางคนเป็นหลายๆ แผล ในปาก ทั้งบนลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม เพดาน แผลเหล่านี้มักเจ็บมาก บางคนเป็นมากจนรับประทานอะไรไม่ได้ มักเกิดในเด็กเล็กก่อนวัยเรียนค่ะ
การได้รับเชื้อส่วนใหญ่มักบอกไม่ได้ว่าได้รับเชื้อจากที่ใคร เพราะคนที่ส่งเชื้อให้มักไม่ค่อยมีอาการหากมีเชื้อในน้ำลาย เช่น ผู้ใหญ่ที่มีเชื้อนี้แล้วไปหอมเด็ก เด็กจะติดเชื้อได้ค่ะ หรือบางครั้งเด็กๆ ก็อาจติดกันเองจากของเล่น เวลาที่เด็กเล่นด้วยกัน หรือติดจากการดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ดูดน้ำจากหลอดเดียวกัน เป็นต้น
แผลชนิดนี้ หายได้เองเช่นกันค่ะ แต่จะทรมานเพราะเจ็บ และแสบแผลมากเนื่องจากมีหลายแผล ดังนั้น จึงควรพาลูกไปหาหมอ ในกรณีที่เป็นมากๆ คุณหมอจะสั่งยาฆ่าเชื้อไวรัสให้ แต่หากเป็นไม่มาก คุณหมอจะให้ยาทาเพื่อลดความเจ็บปวดและอาการจะค่อยหายไปเองภายในหนึ่งสัปดาห์ ค่ะ
๓. แผลจากโรคมือเท้าปาก โรคนี้เกิดขึ้นจากเชื้อ Enterovirus ซึ่งจะมีหลายสายพันธุ์ และมีหลายชนิดที่ทำให้เกิดโรค แต่สายพันธุ์ที่น่ากลัวที่สุด คือ  Enterovirus  number 71 (E-71) เพราะเชื้อชนิดนี้บางครั้งอาจจะขึ้นสมองและทำให้เด็กๆ มีอาการเจ็บป่วยที่รุนแรงมากๆ ได้ค่ะ คือ เป็นไข้สมองอักเสบได้ เด็กจะมีไข้ มักมีอาการอาเจียน ซึม และชัก
แต่ส่วนใหญ่ ๙๙ % โรคมือเท้าปากจะไม่รุนแรง และหายเองได้ภายใน ๗ วัน แต่ช่วง ๔-๕ วันแรก เด็กจะรับประทานอาหารไม่ค่อยได้ เพราะมีแผลหลายตำแหน่งในกระพุ้งแก้ม บางคนอาจเป็นที่ลิ้นด้วย แต่มักไม่มาถึงริมฝีปาก มักจะเป็นแค่ในช่องปาก มีผื่นขึ้นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า บางคนมีผื่นตามลำตัวร่วมด้วย เด็กจะเจ็บแผลมากและรับประทานอาหารไม่ค่อยได้ค่ะ
สำหรับโรคมือเท้าปากจะไม่มียารักษาจำเพาะ จะต้องปล่อยให้หายเองและ รักษาตามอาการค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ก็จะหายเป็นปกติ แต่ถ้าหากลูกเริ่มมีอาการรุนแรงเช่น รับประทานอาหารไม่ได้เลยจนร่างกายขาดน้ำ หรือที่เรียกว่า แห้งน้ำ ก็ต้องพาลูกไปให้น้ำเกลือค่ะ
๔. แผลจากสาเหตุอื่นๆ สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวต่างๆ ก็สามารถเกิดแผลในปากขึ้นได้ค่ะ เช่น แผลในปากซึ่งเป็นอาการของโรคอื่นๆ เช่น แผลในปากที่สัมพันธ์กับโรค SLE โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง แผลในปากที่สัมพันธ์กับโรคภูมิต้านทานบกพร่อง แผลในปากที่สัมพันธ์กับโรคเม็ดเลือดขาวต่ำ หรือโรคมะเร็ง เป็นต้น นอกจากนี้ ยาบางชนิดก็อาจจะทำให้เกิดแผลในปากได้ด้วย

แผลนี้ไม่ธรรมดา
อาการของแผลในปากในเด็กนั้น มักจะมีลักษณะไม่แตกต่างกันมากนัก คือ เป็นแผลขาวๆ ในปากเหมือนกัน แต่อาจสังเกตได้จากการดูอาการทั่วๆ ไป และดูตำแหน่งของแผล คือ ถ้าอาการทั่วๆ ไปดีมาก จำนวนแผลมีแค่ ๑ แผล ไม่มีไข้ และอาจดีขึ้นได้ โดยไม่ต้องไปพบคุณหมอ แต่หากมีแผลหลายแผล รวมทั้งมีไข้ร่วมด้วย หรือลูกมีอาการซึมลง รับประทานอาหารได้น้อย ควรพาไปหาคุณหมอค่ะ สำหรับเด็กอ่อน แผลในปากอาจเกิดจากเชื้อรา ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อสั่งยาฆ่าเชื้อราให้ค่ะ

ป้องกันแผลในปาก
วิธีป้องกันแผลในปากจากการติดเชื้อ ที่สำคัญคือการติดเชื้อในกลุ่มเอ็นเทอโรไวรัส และเชื้อในกลุ่มเริม วิธีการที่ดีที่สุดคือ การรักษาสุขอนามัย เช่น ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร ทั้งตัวลูก คุณพ่อคุณแม่และพี่เลี้ยง ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำร่วมกัน เวลารับประทานอาหารควรใช้ช้อนกลาง ในกรณีเด็กเล็กควรระวังของเล่นที่ลูกมักจะเอาเข้าปาก ก็ต้องมีการล้างทำความสะอาดด้วยนะคะ หากลูกเป็นโรคมือเท้าปาก หรือเริ่ม ไม่ควรให้ไปเล่นกับเด็กคนอื่น เพราะเชื้อแพร่ติดต่อได้ง่าย สถานเลี้ยงเด็กอ่อนและโรงเรียนโดยเฉพาะอนุบาลจะให้เด็กที่เป็นโรคมือเท้าปาก หรือเริม หยุดเรียน เพื่อจะได้ไม่เกิดการระบาดในโรงเรียน
ขึ้นชื่อว่าแผลไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดก็ล้วนแล้วแต่สร้างความ เจ็บปวดให้ทั้งนั้น แต่ด้วยวิธีง่ายๆ ที่ช่วยป้องกันปัญหานี้ และยังช่วยให้เจ้าตัวเล็กสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง คือการรักษาสุขอนามัยให้ดีอยู่เสมอ เชื่อว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงคุณพ่อคุณแม่อยู่แล้วค่ะ

ขอขอบคุณ :-     คัดลอกบทความทางแพทย์ที่ หมอแมว
                            คัดลอกบทความที่ห้องสมุด E-LIB
                            นิตยสารรักลูก ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๓๐๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑ โดย 

ร้อนใน-แผลในปาก

ที่มาภาพ Canker sores
มันคือ
Forward Mail ครับ

 มันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่  ควรระวังมากกว่าเสียใจการซื้อผลไม้หั่นแล้ว – ระวัง  - หั่นเองดีกว่าระดับความสำคัญ : สูงมันเกิดขึ้นที่ สิงคโปร์ – ถนน วอเตอร์ลูเด็กชายวัย 10  ขวบได้รับประทานสับปะรด 15 วันก่อนหน้าที่จะไม่สบาย หลังจากนั้น เมื่อเขาได้ไปตรวจสุขภาพหมอวินิจฉัยว่า...เขาเป็นเอดส์พ่อแม่เด็กไม่อยากจะเชื่อดังนั้นทั้งครอบครัวจึงตรวจสุขภาพด้วย ไม่มีใครในครอบครัวที่ติดเอดส์ ดังนั้นหมอจึงตรวจอีกครั้ง และถามว่าได้กินอะไรเข้าไปรึเปล่าเด็กตอบว่า "ใช่ฮะ"วันนั้นเด็กได้กินสับปะรดในตอนเย็นทันใดนั้น มีกลุ่มหนึ่งจากรพ. ได้ไปที่คนขายสับปะรดเพื่อตรวจสอบพวกเขาพบว่าคนขายสับปะรด ได้ทำมีดบาดนิ้วตอนหั่นสับปะรด เลือดของเขากระจายลงไปที่ผลไม้ เมื่อตรวจเลือดของคนขายแล้ว ก็พบว่าเขาเป็นเอดส์โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ โชคร้ายที่เด็กชายต้องมาติดเชื้อไปด้วยอีกคนกรุณาใส่ใจขณะคุณกินอาหารริมถนน  และช่วยส่งต่อให้คนที่คุณรัก กรุณาส่งต่อจดหมายนี้ให้ทุกคนที่คุณรู้จัก เผื่อว่าข้อความของคุณจะช่วยชีวิตคนๆหนึ่งไว้!!!
ต้นฉบับภาษาอังกฤษ
Buying Cut fruit -Beware - better cut it yourself.Importance: HighIt happens in Singapore - Waterloo Street.A 10 year old boy, had eaten pineapple about 15 days back, and fell sick,from  the day he had eaten. Later when he had his Health check done...Doctors diagnosed that he had AIDS. His parents couldn't believe it..Then  the  entire family under went a checkup...None of them suffered from Aids.So the doctors checked again with the boy   ifHe had eaten out...The boy said 'yes'. He had pineapple that evening.immediately a group from the hospital went to the pineapple vendor to  check.They found the pineapple seller had a cut on his finger while cutting the  pineapple; his blood had spread into the fruit.When they had his blood checked...the guy was suffering from AIDS...but he  himself was NOT aware.Unfortunately the boy is suffering from it now.Please take care while you eat on the road side and pls fwd this mail to  Your  dear  ones.PLEASE FORWARD THIS MAIL TO ALL THE PERSONS YOU KNOW AS YOUR MESSAGE MAY  SAVE  ONE'S! LIFE

ซากสัปปะรดจริงๆ
 
โอเคครับ ในทางวิทยาศาสตร์ เราต้องมาดูกันว่าการติดต่อเชื้อทางนี้เป็นไปได้ไหม
โอเคครับ ในทางวิทยาศาสตร์ เราต้องมาดูกันว่าการติดต่อเชื้อทางนี้เป็นไปได้ไหม
การติดเชื้อทางเยื่อบุ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ครับ แต่อาจจะยากสักหน่อย เพราะองค์ประกอบต้องมีพร้อมหลายอย่างมากๆ 
- เชื้อต้องมากพอ ... ปกติคนที่เป็นHIVที่เชื้อมากๆ ต้องมีอาการบางอย่างให้เห็น และคงไม่แข็งแรงพอจะมาขายของได้ขนาดนี้
เยื่อบุต้องมีแผล จึงจะพอมีโอกาสสักหน่อย ... ถ้าหากไม่มีแผล โอกาสจะต่ำมากไปอีก
ตัวกลางที่นำไป ต้องไม่ทำลายเชื้อซะก่อน เช่นไม่แห้งเกินไป ไม่เป็นกรดด่างเกินไป
-  เวลาที่ใช้ หากเชื้อออกนอกร่างกายนานๆ ก็จะตายไปเรื่อยๆ
แต่อะไรก็เป็นไปได้ครับ ... โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์การติดเชื้อในแบบดังกล่าว อาจจะพอๆกับเดินๆอยู่แล้วมีเครื่องบินตกใส่จากนั้นฟ้าผ่าซ้ำ .... 
 ให้ความเห็นทางการแพทย์ไปแล้ว ที่เหลือคือความเห็นแบบหมอแมวครับ
สิ่งที่ไร้สาระนั้น...มีหลายอย่าง 
- ไม่สบายหลังกินสัปปะรด ... การติดเชื้อ HIV ไม่ทำให้คุณเกิดอาการไม่สบายทันทีแบบในFWDครับ เป็นเดือนแน่ะ กว่าจะมีอาการ
- เด็กอายุ ๑๐ ขวบ ไปด้วยอาการติดเชื้อ HIV แบบเฉียบพลัน อาการจะเหมือนหวัดธรรมดาเท่านั้น ... ไม่มีหมอบ้าที่ไหนในโลกที่หาเรื่องไปเจาะHIVหรอกครับ ... เมืองไทยขนาดคนที่อาการเหมือน หมอจะขอเจาะยังเจอด่าเลย ... นี่เด็กไปโรงพยาบาลแบบเป็นหวัด ไปขอเจาะแบบนี้เห็นทีหมอคนที่ว่าคงไม่กลัวเจอเตะ
- เวลาเจอเด็กเป็นเอดส์ สิ่งแรกๆคือดูในครอบครัว หลังจากนั้นต้องหาว่าเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่ ... หมอที่สิ้นคิดขนาดไปถามว่า "หนูไปกินอะไรมา" สมควรเอามะเขือม่วงยัดก้นแล้วถีบตกทะเลไปเลย ...
- เด็กเปรตคนนี้ดันจำได้อีกนะว่า ๑๕ วันก่อนไปกินอะไรมา ... เมื่อวานซืนกินอะไรบ้างจำได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย
- ทีมของโรงพยาบาลออกไปแล้วตรวจเจอว่าคนขายผลไม้มีดบาดมือ .... ครึ่งเดือนแล้วนะเฟ้ย แผลที่ไหนมันจะเหลือให้เห็น
- ถ้าจู่ๆมีคนจากโรงพยาบาลมาขอเจาะเลือดของคุณว่าเป็นเอดส์หรือเปล่า .... คำตอบง่ายๆคือ เอารถขายผลไม้ทุ่มใส่คนของโณงพยาบาล ไม่ใช่ให้เค้ามาเจาะ
- ระยะฟักตัวของเชื้อ HIV กว่าจะตรวจเจอได้จริงๆและมั่นใจได้จริงๆ มากกว่า ๑๕ วันครับ ... ถ้าเด็กคนนี้ติดเชื้อจริงแปลว่าติดมาจากที่อื่นแหงมๆ 
ถ้ามีกรณีที่เด็กบอกแบบนี้ ระบุคนขายผลไม้ได้แบบนี้อีก แถมแค่ ๑๕ วันเจาะเจอเชื้ออีก  .... ส่งเรื่องให้ตำรวจไปเลยครับ .... นี่มันกรณีตุ๋ยเด็กแล้วครับ ไม่ใช่การติดเชื้อจากผลไม้ซากอ้อยอะไรหรอก

สุดท้าย ใครที่คิดFWD Mail เตือนภัยนี้ต่อ  ขอให้คิดใหม่นะครับ ถ้าส่งมาให้ผม มีส่งแบบนี้กลับไปให้อ่านแน่ๆ
รูป หมอแมวปล. เนื้อหาได้มาจากFWDที่กระจายป่วนบอร์ดต่างๆ คำว่าซากอ้อยได้มาจากบล๊อคของคุณวิชัยครับ
ขอขอบคุณที่มาจาก : www.mthai.com/by หมอแมว
  
p.setAttribute('data-pin-hover', true);